ชูธงรื้อ ก.ม.เน่า! ดับฝันนโยบายแจกแหลก “หม่อมกร” ลั่นไม่เกรงใจนายทุน สั่งเลิกอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์-หั่นงบบริหาร สปส. 10% คืนกำไรสู่กระเป๋าคนไทย ย้ำจุดยืน “ไม่แจกมั่ว แต่แก้ที่ต้นตอ” ดัน “ปุ๋ยคนละครึ่ง-ยาถูก” กู้ซากเศรษฐกิจไทยแบบยั่งยืน
ท่ามกลางสมรภูมิเลือกตั้งที่หลายพรรคการเมืองต่างแข่งขันกันด้วยนโยบายประชานิยม “แจกแหลก” เพื่อหวังผลคะแนนเสียงระยะสั้น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ดร. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร” กลับเลือกที่จะเดินเกมที่แตกต่างและท้าทายกว่านั้น ด้วยการประกาศทำสงครามกับ “โครงสร้างที่บิดเบี้ยว” ของประเทศ
จากการสัมภาษณ์พิเศษในรายการ #สืบการเมือง ล่าสุด หม่อมกรสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ปัญหาปากท้องและความเหลื่อมล้ำที่กัดกินสังคมไทย ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจาก “กฎหมายและระเบียบที่ไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะในระบบพลังงานและกองทุนประกันสังคม “Big Idea” ของเขาไม่ใช่การหว่านเงินภาษีเพื่อซื้อใจประชาชน แต่คือการ “รื้อกฎหมายและปฏิรูปโครงสร้างการบริหาร” เพื่อหยุดการรั่วไหลของงบประมาณและนำผลประโยชน์กลับคืนสู่กระเป๋าคนไทยอย่างยั่งยืน
เจาะลึกนโยบาย: ทวงคืนความยุติธรรมด้านพลังงานและยา
จุดขายสำคัญที่หม่อมกรเน้นย้ำคือความเป็น “ตัวจริงเรื่องพลังงาน” โดยเขายืนยันว่าจะไม่ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” อย่างการเอาเงินกองทุนมาอุ้มราคาน้ำมันซึ่งเป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม, แต่เขาจะแก้ที่รากฐานด้วยการ “ทวงคืนท่อก๊าซในทะเล” กลับมาเป็นของรัฐ เพื่อตัดพ่อค้าคนกลางที่เก็บค่าผ่านท่อปีละกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นเหตุของค่าไฟและค่าก๊าซที่แพงเกินจริง นอกจากนี้ยังต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์และการสมมติค่าขนส่งทิพย์ที่ทำให้คนไทยต้องจ่ายแพงกว่าความเป็นจริง
ในมิติด้านสาธารณสุข หม่อมกรเสนอนโยบายที่กล้าหาญอย่างการทำ Compulsory Licensing (CL) ยา หรือการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา เพื่อให้รัฐสามารถผลิตยาจำเป็นและยาแพง (เช่น ยามะเร็ง) ได้เองในประเทศ และจ่ายค่าสิทธิบัตรในราคาต่ำ เพื่อความอยู่รอดของประชาชนและลดการนำเข้ายาจากต่างชาติ,
แก้ปากท้อง: “ลดรายจ่าย สร้างรายได้” ไม่ใช่แค่การแจก
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาปากท้อง หม่อมกรเน้นนโยบายที่สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยโดยตรง:
1. เกษตรกร: เสนอโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ทัดเทียมเวียดนาม พร้อมผลักดัน “โรงสีชุมชน” และการขายข้าวสารบรรจุถุงโดยตรง ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง
2. พลังงานชุมชน: โครงการ “หมู่บ้านเงินล้าน” สนับสนุนไมโครโปรเจกต์ เช่น โซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อลดค่าไฟและสร้างรายได้จากการขายไฟ
3. สวัสดิการแม่และเด็ก: นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ดูแลกลุ่มเปราะบางที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมอบเงินช่วยเหลือระหว่างตั้งครรภ์เดือนละ 1,500 บาท และเลี้ยงดูบุตรแรกเกิดถึง 6 ขวบ เดือนละ 1,000 บาท
จุดแข็งที่แตกต่าง: มืออาชีพผู้ “รู้ไส้รู้พุง” ระบบ
สิ่งที่ทำให้ ดร. ม.ล. กรกสิวัฒน์ แตกต่างจากแคนดิเดตอื่น คือประสบการณ์ตรงในฐานะอดีตผู้บริหารกองทุน (กบข.) และความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ เขากล้าเปิดแผลเน่าเฟะของ “กองทุนประกันสังคม” โดยชี้เป้าไปที่ค่าใช้จ่ายบริหารสำนักงานที่สูงถึง 10% ของเงินกองทุน (ราว 2.2 แสนล้านบาท) ซึ่งเขาเปรียบเสมือนการตีเช็คเปล่า ข้อเสนอของเขาคือการแก้กฎหมายมาตรา 24 เพื่อจำกัดเพดานค่าใช้จ่ายสำนักงานไม่ให้เกิน 2%, และเสนอให้แยกงานบริหารเงินลงทุนออกไปให้มืออาชีพ (เช่น กบข. หรือ บลจ. เอกชน) บริหาร เพื่อความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ,
3 ประโยคเด็ดจากปาก “หม่อมกร”
• “เรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในสังคมเรา… มันต้องมีจุดเริ่มต้นที่กฎหมายไม่ดีทั้งนั้น” — สะท้อนมุมมองที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
• “พลังประชารัฐเวลาแก้ปัญหา แก้ตั้งแต่รากฐานเลย เราจะไม่แก้แบบว่า ลดภาษี ลดเงินกองทุน… อันนี้มันลูบหน้าปะจมูก ผมจะไม่แก้แบบนั้นหรอก ผมแก้จริงๆ จะเอาท่อก๊าซคืนมา” — แสดงความมุ่งมั่นในการชนกับกลุ่มทุนพลังงาน
• “โครงการแจกแบบไม่มีเหตุผล… นำเราไปสู่ขอบหน้าผาและกำลังจะตกหน้าผาไป เพราะฉะนั้นก็กลับมาสู่ความมีเหตุผลครับ เลือกคนดีเข้าสภา” — เตือนสติเรื่องนโยบายประชานิยมสุดโต่ง
บทสรุป: ทิศทางประเทศไทยภายใต้การนำ
ดร. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เปิดใจ หากได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ ประเทศไทยจะเปลี่ยนทิศทางจากการ “พึ่งพาการกู้มาแจก” ไปสู่การ “พึ่งพาตนเอง” อย่างแท้จริง โครงสร้างราคาพลังงานจะถูกรื้อให้สะท้อนต้นทุนจริงเพื่อลดภาระค่าครองชีพ กองทุนประกันสังคมจะถูกผ่าตัดให้โปร่งใสและมีตัวแทนภาคประชาชนเป็นเสียงข้างมากในบอร์ดบริหาร, และประเทศไทยจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านอาหารและยาด้วยการผลิตเองในประเทศ นี่คือทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ “โครงสร้าง” ไม่ใช่แค่เปลือกนอก



